จง”สอนลูก”ให้รู้จัก”ความลำบาก” เพราะวันหนึ่งหากเขาไม่มีเรา เขาต้องอยู่ให้ได้ด้วย”ตัวเขาเอง”

เราทุกคนก็รักลูกจริงๆ ทั้งนั้นแหละ แล้วอะไรที่ดีที่สุด ที่เราต้องการมอบไว้ให้ลูก ให้เค้าไว้ บอกเค้าไว้ สอนเค้าไว้เถอะ

วัยรุ่นคนหนึ่งขอเงินแม่ไปเที่ยว แม่บอกว่า “ลูกรู้ไหมว่าสมัยแม่อายุเท่าลูก ไม่เคยเที่ยวที่ไหน ต้องทำงานทุกอ ย่ า ง พับถุงกระดาษขาย ตัดใบตองให้แม่ค้า เงินทองหายาก แต่ละบาทแต่ละสตางค์ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ จะไปเที่ยวอย่างนี้ไม่ได้…”

ลูกได้แต่…ฟังแม่เงียบๆ

“ลูกต้องรู้จักความลำบาก ไม่งั้นอีกหน่อยเกิดตกยากแล้วจะทำยังไง ขึ้นรถเมล์ก็ไม่เป็น ใช้เงินอย่างนี้ จะเอาตัวรอดได้ยังไง…” เมื่อแม่เทศน์จบ ก็ควักเงินยื่นให้ลูก

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง พ่อแม่จำนวนมากทำอย่างนี้ เมื่อลูกขอเงินไปเที่ยว จะเทศน์ลูกหลายกัณฑ์ เล่าย้อนไปถึงชีวิตลำบากของตนในวัยเท่ากัน แล้วลงท้ายให้เงินลูกไป!

คนหาเช้ากินค่ำ สมัยก่อนไม่มีคำว่า “มรดก” ในพจนานุกรมชีวิต ทุกอย่างในชีวิตต้องหามาเองด้วยสองมือ ทว่าคนรุ่นนี้เมื่อลืมตาอ้าปากได้และเป็นพ่อแม่ มักจะทำให้ลูกเสียคนโดยไม่ตั้งใจ พ่อแม่จำนวนมากเก็บเงินเก็บทองไว้โดยไม่ยอมใช้ บอกว่า “เก็บไว้ให้ลูก”

เหตุผลอาจเนื่องจาก พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกผ่านความลำบากเหมือนตัวเอง ก า ร ให้ทุกอย่างแก่ลูกเหมือนสะท้อนสิ่งที่ตัวเองอยากได้ในวัยเด็ก แต่มันกลับสร้างนิสัยที่ไม่สู้งานหนักไปโดยปริยาย ไม่มีเงินเป็นปัญหา มีเงินก็เป็นปัญหา!

บางครั้งและบ่อยครั้ง ก า รมีเ งิ นม า กอาจทำให้เลี้ยงลูกยากขึ้น เ งิ นก็เหมือนคอเลสเตอรอล น้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็อันตราย

ในสังคมบูชาคน ร ว ย และ ก า ร ร ว ย ทางลัด ก า ร อบรมสั่งสอนเด็ก เดี๋ยวนี้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสิ่งเร้ารอบตัว ทางเดียวที่จะให้เด็กโตขึ้นแล้วยืนด้วยตัวเองได้ คือต้องสอนเรื่องวินัย ก า ร ใช้เงิน ไม่พอกพูนด้วยคอเลสเตอรอลแห่งวัตถุนิยมมากเกินไปจนเด็กอ่อนแอ

พ่อแม่ต้องมองภ า พกว้างและมองให้ออกว่า หากให้มากเกินไปจะทำให้ลูกอ่อนแอหรือไม่ ทำอะไรไม่เป็นเลยหรือเปล่า ความรักย่อมเป็นเรื่องดี แต่ต้องรักให้ถูกวิธีด้วย

คน ร ว ย ที่ฉลาด รู้ว่า ก า ร ได้เงินเป็นเรื่องง่ายกว่า ก า ร สูญเสียเงิน และคนที่ไม่รู้จักหาเงินมักเสียเงินได้ง่ายกว่า

คนที่ ร ว ย จากสมบัติที่ได้มาง่ายๆ จากมรดกอาจจะขาดความรู้สึกดีๆ ของ ก า ร สร้างตัวด้วยมือตัวเอง

มีตัวอย่างจริงไม่น้อย ที่คน ร ว ย แบ่งสมบัติครึ่งหนึ่งให้องค์กร ก า ร กุศลและที่เหลือให้ลูกหลาน เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะยืนด้วยตัวเอง มหาเศรษฐีลำดับต้นๆ ของโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ บอกว่า ลูกๆ ของเขาจะต้องแผ้วถางทางของพวกเขาเอง แน่นอนลูกๆ ของเขาก็รู้ว่าเขารอช่วยทุกอ ย่ า ง แต่ก็ต้องลงแรงทำงาน

ลูกต้องเข้มแข็ง ลูกต้องอดทน แต่ต้องเข้มแข็งและอดทน เพื่อที่จะลุกขึ้นยืนและฝ่าฟันกับความทุกข์ หรือสภาวะที่ยากลำบาก ที่มันมากเกินที่คนหนึ่งคนจะทนรับไหว

สิ่งแวดล้อมเป็นพิ ษ ในชีวิตคนเรา มีหลายๆรูปแบบ ถ้าลูกต้องอยู่ในที่แบบนั้น ตกอยู่สภาwแบบนั้น อย่าสอนให้ลูกอดทนที่จะอยู่กับมัน

วันข้างหน้า เขาอาจมีคนรัก ที่อาจเป็นคนไม่ดี ขาดจิตสำนึก ขาดความรับผิดชอบ ทำร้ า ย ร่างกายและจิตใจ ถ้าเราสอนลูกว่า จงอดทน จงเข้มแข็ง และอยู่ตรงนั้น ก็คงไม่ต่างกับ ก า ร สอน ให้ลูกยืนอยู่ท่ามกลาง ม ล พิ ษ ซึ่งมันน่าทรมาน มันบั่นทอนชีวิตและจิตใจของลูก

ถ้าจะสอนให้ลูกเรียนรู้ ก า ร มีชีวิต สอนเรื่องความเข้มแข็ง ความอดทนให้มีประโยชน์ต่อลูกจริงๆ ควรสอนให้ເด็กมีความพร้อมที่จะรับมือ เมื่อเจอกับสภาวะที่ยากและแย่ ว่าเขาจะต้องอดทนและเข้มแข็งเพื่อที่จะลุกขึ้นมาให้ได้ แล้วก้าวออกมาอย่าง ผู้รอดพ้น ไม่ใช่ยืนหยัดเพื่อล้ม ต า ย อยู่ตรงนั้น

เขาควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป มีจุดยืนที่ดีที่สุด มีทางออกที่ดีและมั่นคง แ ข็ ง แ ร ง พอ เพื่อออกมายืนในที่ๆสามารถมองเห็นปัญหาที่ผ่านมาอย่างเข้าใจ และแก้ปัญหานั้นได้ในที่สุด ด้วยสติและ ปั ญ ญ า

เราทุกคนก็รักลูกจริงๆ ทั้งนั้นแหละ แล้วอะไรที่ดีที่สุด ที่เราต้อง ก า ร มอบไว้ให้ลูก ให้เขาไว้ บอกเขาไว้ สอนเขาไว้เถอะ

ให้เขามีของวิเศษไว้ในกระเป๋าหน้าท้อง อ ย่ า งโดราเอมอน เดี๋ยววันนึง เขาจะเลือกหยิบมันออกมาใช้เอง

เลี้ยงให้อยู่รอด เนื่องจากคนเราไม่ใช่ต้นไม้ ที่หยั่งรากในดินเสียแล้วจะย้ายไปปลูกที่อื่นได้ยาก

ถ้าชีวิตเจอสิ่งแวดล้อมที่เป็น พิ ษ ลูกต้องเข้มแข็งแล้วออกมาจากตรงนั้นอย่างปลอดภัย นี่คือหัวใจที่เข้มแข็งอย่างแท้จริง

ที่มา: วินทร์ เลียววาริณ, เราว่าดี

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *